วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

คติชนร่วมเรื่องสั้น “ฟ้าบ่กั้น” เรื่อง เป-โต

                                                     วิเคราะห์คติชนร่วมเรื่องสั้น “ฟ้าบ่กั้น” เรื่อง เป-โต








เป-โต เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นทั้ง ๑๗ เรื่อง ในหนังสือร่วมเรื่องสั้น “ฟ้าบ่กั้น”  ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร วิทยาสารปริทัศน์ พ..๒๕๑๔ ปรากฏใน “ฟ้าบ่กั้น” พิมพ์ครั้งที่ ๕ สำนักพิมพ์ดวงกลม พ.. ๒๕๒๒ “ฟ้าบ่กั้น” เป็นหนังสือที่รวมผลงานเรื่องสั้นที่ดีที่สุดของ “คำสิงห์ ศรีนอก” หรือนามปากกา “ลาว คำหอม” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในปี พ.. ๒๕๓๔ มีเนื้อหาสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากอเมริกันในการเข้ามามีบทบาทพัฒนาประเทศและชนบท ซึ่งส่งผลต่อความคิดและวิธีการที่ดูขัดกันกับวิถีชีวิตที่เคยเป็นมาในชนบท จึงถือได้ว่า “ฟ้าบ่กั้น” เป็นเรื่องสั้นที่บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของไทยในสมัย ๒๕๐๐ ออกมาเป็นเรื่องราวที่มีความสมจริงความขบขันของคนในชนบทและแฝงด้วยความสะเทือนใจให้แก่ผู้อ่าน อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงคติ ความเชื่อที่มีในสังคมเช่นเดียวกับเรื่องสั้นที่จะกล่าวต่อไปนี้
เรื่องสั้นเรื่อง “เป-โต”  เป็นเรื่องสั้นลำดับที่ ๑๕ ในร่วมเรื่องสั้น “ฟ้าบ่กั้น” กล่าวถึงเรื่องราวของตัวเอกในเรื่อง(ซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่อง) บอกเล่าถึงเมื่อครั้งไปเยี่ยมเพื่อนที่บ้านพักตากอากาศแถวฝั่งชลบุรี แต่ขากลับเกิดพายุฟ้าคะนองเสียก่อน จึงจอดรถที่ขับมาตรงขอบถนน เนื่องจากฟ้าที่ตกหนักทำให้รถที่ขับมาสตาร์ทไม่ติดจากละอองฝนที่สาดเข้ามาในหัวเทียนรถ นั้นจึงทำให้เขาพยายามโบกรถที่แล่นไป-มาขอความช่วยเหลือแต่ก็ไม่มีรถสักคันที่จะจอดให้การช่วยเหลือ ผลสุดท้ายเขาจงจำใจเดินเท้าไปที่ปั่มน้ำมันซึ่งอยู่ห่างออกไปจากบริเวณที่เขาอยู่ เมื่อเดินมาถึงเขาเข้าไปในร้านกาแฟและข้าวแกงเพื่อแวะพัก นั้นจึงทำให้เขาทราบถึงสาเหตุที่รถคันอื่นๆไม่จอดให้การช่วยเหลือจากปากเพื่อนของเขาที่บังเอิญเจอกันในร้าน ว่าบนรถที่เขาขับมามีคนและพระนั่งอยู่ภายในรถ ซ้ำยังได้รับรู้เรื่องราวว่าพระที่นั่งอยู่ภายในรถของเขานั้น คือเปรตพระจากคำบอกเล่าของชายชราเจ้าของร้านที่เป็นคนในพื้นที่ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนไม่คอยเชิ่อกับเรื่องที่ฟังสักเท่าไรนัก จนกระทั้งเขาเดินออกมาจากร้านเพื่อกลับไปที่รถ เมื่อมาถึงเขาได้พบกับชายคนหนึ่งที่มายืนมุมดูรถข้างกันมีพระสงฆ์รูปหนึ่งยืนอยู่ด้วยกัน นั้นทำให้เขารู้สึกประหลาดใจซึ่งมันทำให้นึกถึงเรื่องที่เล่ากันในร้าน ชายคนดังกล่าวที่อยู่ในบริเวณนั้นจึงถามเขาถึงเรื่องรถและแนะนำให้ลองสตาร์ทรถอีกที่ เขาจึงทำตามคำคำแนะนำ และเมื่อมันได้ผล รถกลับมาสตาร์ทติดอีกครั้ง ชายที่แนะนำเขาจึงขอร้องให้เขาฝากไปส่งพระสงฆ์รูปดังกล่าวกลับวัดเพราะรถของชายที่ขอร้องนั้นยางแบน เขาจึงขับรถพาพระไปส่งแต่ในความคิดของเขายังอดคิดถึงเรื่องเปรตพระที่ฟังไม่ได้ จนเมื่อมาถึงวัดเขาจึงได้ถามพระรูปนั้นเกี่ยวกับเรื่องเปรตก่อนที่พระสงฆ์รูปนั้นจะลงจากรถและทิ้งท้ายให้เขารู้สึกผิดที่คิดอกุศลเช่นนั้น
หากดูจากตัวเรื่องแล้วจะเห็นได้ว่า เรื่อง “เป-โต” นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเกี่ยวกับเรื่อง “ผีเปรต” ตามคติชนคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธที่สะท้อนออกมาในรูปแบบ “คติความเชื่อแบบมุขปาฐะ” เห็นได้จากการเล่าเรื่องของชายชราเจ้าของร้านกาแฟข้าวแกงกับตัวเอกของเรื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชายชราคนดังกล่าวในเรื่อง มีความเชื่อเรื่องสิ่งลิลับ ภูต ผี ปีศาจ อย่างเรื่องเปรตพระ จุดที่น่าสนในเรื่องคือพระที่ชายชรากล่าวถึงให้ตัวเอกฟังนั้นว่า เมื่อมรณะภาพกลายเป็นเปรตอยู่บนสะพานริมถนนทั้งๆ ที่พระที่ชายชราเล่าเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนในท้องถิ่น ได้รับเงินปัจจัยจากการเทศน์และมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ นั้นจึงเกิดคำถามว่าพระสงฆ์แม้จะอยู่ในร่มโพธิ์พุทธศาสนาแต่สามารถจะกลายเป็นเปรตที่เป็นสัญลักษณ์การทำบาป ข้อสงสัยดังกล่าวกระจ่างขึ้นจากบทสนทนาระหว่างผู้เล่าเรื่องหรือตัวเอกของเรื่องกับพระสงฆ์ที่อาศัยรถกลับวัด เกี่ยวกับเรื่องเปรต ดังนี้
“อาจารย์ครับ”
ผมพูดขึ้นเมื่อจอดรถสนิท
“เจริญพร”
“เปรตมีไหมครับ?
ท่านเอื้อมมือจะเปิดประตู แต่เมื่อได้ยินคำถามจึงหดมือกลับและกล่าวตอบเสียงเรียบ
“ถ้าเชื่อว่ามี มันก็มี”
“ท่านเชื่อไหมครับ?
“อาตมาไม่เคยเห็น”
“แล้วท่านคิดยังไง คิดว่ามีไหม?
อาจารย์อ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง
“คัมภีร์ทางศาสนาก็มีกล่าวถึงอยู่เหมือนกัน เป็นพวกที่กำลังรับวิบาก”
“อะไรครับ วิบาก?
“ผลจากกรรมชั่ว”
“จำพวกไหนบ้างครับ?
“พวกที่เบียดเบียนพระและวัดวาอาราม ส่วนมากเป็นพวกหากินกับวัด ประเภทไวยาวัจกรหรือมรรคนายก แล้วเบียดบังกินเศษกินเลยกับพระและสมบัติของศาสนา”
“พระเป็นเปรตได้ไหม?
“ได้ ยิ่งเป็นได้ง่าย พวกบวชหาลาภยศ ขายสวรรค์นิพาน ตะกรุด ของขลัง หลอกต้มชาวบ้าน ล้วนเป็นเปรตทั้งนั้นแหละโยม”
                                                                                                                            เป-โต: ฟ้าบ่กั้น

นั้นจึงเป็นสิ่งที่แสดงแสดงให้เห็นถึงคำตอบทางความเชื่อของพุทธศาสนาจากบทสนทนาที่ยกมาข้างต้นนั้น โดยคติความเชื่อดังกล่าวล้วนมาจากพุทธศาสนาที่เน้นสื่อถึงผลแห่งการกระทำหรือกรรม ไม่ว่าจะด้านกาย วาจา ใจ ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ก็ล้วนส่งผลทางด้านจิตใจ ซึ่งอาจเป็นทั้งความทุกข์และความสุข ดั่งเช่น ความรู้สึกของตัวเอกในเรื่องที่รู้สึกผิดต่อพระสงฆ์ที่เขาขับรถมาส่งถึงวัดโดยคิดว่าพระรูปดังกล่าวนั้นจะเป็นผีเปรตที่ชายชราเจ้าของร้านเล่าให้ฟัง จากคติความเชื่อในเรื่อง “เป-โต” แสดงให้เห็นว่า คติความเชื่อไม่ว่าจะในสิ่งที่เหนือธรรมชาติ หรือในทางศาสนาก็ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ควบคู่ในสังคม ไม่ว่าจะมีการพัฒนาแล้วก็ตาม ความเชื่อเรื่องศาสนาผีก็ยังคงมีหน้าที่ทำให้ศาสนาเด่นชัด ดังเช่นเรื่อง เปรตพระ เป็นต้น

                 

การวิจารณ์…การด่า…และบทสนทนา..

การวิจารณ์การด่าและบทสนทนา..

             ในยุคที่การสื่อสารสามารถเชื่อมโยงติดต่อกันได้อย่างไร้พรมแดน สังคมในปัจจุบันนั้น ผู้คนส่วนใหญ่นิยมบริโภคเสพสื่อในโซเชียวกันมากขึ้น ซึ่งดูได้จากข่าวตามสื่อออนไลน์ที่มีการคอมเมนต์หรือแสดงความคิดเห็นจากผู้คนในสังคม ยิ่งข่าวใดที่โด่งดังและเป็นกระแสให้พูดกันปากต่อปากในสังคม ย่อมต้องมีการออกมาแสดงความคิดเห็นหรือออกมา “วิพากษ์วิจารณ์” ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในข่าว การวิจารณ์ที่ว่านั้น อาจจะมาจากอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นได้ทั้งชื่นชมชื่นชอบและอคติของผู้ที่ได้อ่าน หรือ จากข้อมูลต่างๆที่ผู้อ่านรวบรวมมาเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงในข่าว หรือนำข้อมูลดังกล่าวที่หามา มาใช้สนับสนุนเหตุผลในการวิจารณ์ของตนเอง การวิจารณ์นั้น ใช่ว่าจะมีแค่ข่าวตามสื่อในสังคม งานศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ละครทางโทรทัศน์ เพลง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สร้างความบันเทิงใจให้แก่ผู้คน ซึ่งอาจจะชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล และสิ่งที่จะตามต่อจากนั้น คือการแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกในสิ่งนั้นๆ ในรูปแบบการวิจารณ์
             อย่างไรก็ตาม การวิจารณ์ย่อมมาคู่กับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน บางคนอาจใช้ความรู้สึกในการตัดสินหรือประเมินค่าจนดูเหมือนเป็นการด่าเสียมากกว่าที่จะวิจารณ์ก็มี บางคนพยายามหาข้อมูลเพื่อชี้ให้เห็นถึงจุดต่างๆในสิ่งที่ตนวิจารณ์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่พบเจอได้ทั่วไปในสังคม จนทำให้การวิจารณ์เป็นสิ่งที่ไม่ได้แตกต่างอะไรไปกับการด่าในสิ่งที่พบเห็น นั่นจึงเป็นคำถามที่ว่า การวิจารณ์นั้นแท้จริงแล้วคืออะไรแล้วมีไว้เพื่ออะไรในสังคม
             หากลองมองย้อนไปในชั่วชีวิตที่ผ่านมาของตนเองแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์ เป็นสิ่งที่มาพร้อมกับการพบเห็นถึงสิ่งที่สะดุดตา โดดเด่น หรือแปลกและแตกต่างจากสิ่งที่พบเจอหรือสัมผัสมา ตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นได้ทั่วๆไป คือ การวิจารณ์รูปลักษณ์ของตัวบุคคล โดยทุกเพศทุกวัย ล้วนต้องมีการวิจารณ์ถึงรูปร่างลักษณะของบุคคลที่ตนพบเจอในวงสนทนา เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ง่ายและจินตภาพตามออกจากสิ่งที่เล่า อ้วน ผอม สูง หุ่นดี หุ่นเพรียว ผิวคล่ำ ผิวขาว ฯลฯ ล้วนเป็นคำที่รู้และเข้าใจถึงความหมายในตัวคำเมื่อนำมาพูดถึงบุคคลที่เราวิจารณ์(ซึ่งออกจะดูเหมือนการนินทาเสียมากกว่า) นั้นหมายถึงการวิจารณ์ถึงสิ่งที่เห็นเป็นส่วนหนึ่งในการสนทนาหรือการพบปะพูดคุยในชีวิตประจำวัน….
             ในขณะที่ข้าพเจ้านั่งสาธยายเรื่องการวิจารณ์อยู่นั้น ข้าพเจ้าเหลือบไปเห็นความหมายของคำว่า “วิจารณ์” ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.. 2554 ว่า “วิจาร วิจารณ วิจารณ์ (วิจาน วิจาระนะ วิจาน) ก. ให้คำตัดสินถึงสิ่งที่เป็นศิลปกรรมหรือวรรณกรรมเป็น โดยผู้มีความรู้ควรเชื่อถือได้ ว่ามีค่าความงามไพเราะดีอย่างไรหรือมีข้อขาดตกบกพร่องอย่างไรบ้าง” เมื่ออ่านมาถึงตรงจุดนี้ สิ่งที่เคยได้เรียนมาเกี่ยวกับศิลปะก็ผลุดขึ้นมา ในเรื่องประเภทของงานศิลป์
             ศิลปะหรือศิลปกรรมหากพิจารณาถึงการแบ่งตามความรู้สึกของงาน ( คือการรับรู้ที่มาจาก การมองการฟัง การคิดหรือจินตนาการ และการเคลื่อนไหว ) ก็แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ซึ่งวรรณกรรมนั้นก็เป็นหนึ่งในงานศิลปะประเภทการรับรู้โดยการคิดและจินตนาการตามสิ่งที่ผู้สร้างหรือผู้แต่งต้องการสื่อถึงในตัวงานของเขา ไม่ใช่แค่วรรณกรรมเท่านั้นที่ผู้สร้างต้องการจะสื่อความหมายในตัวงาน ภาพวาด งานปั้น อาคารสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่การแสดงหรือละคร ก็เป็นงานศิลปะที่ต้องการสื่อถึงความหมายในตัวของมันเองแก่ผู้ชมผลงานเช่นกัน นั่นจึงก่อให้เกิดการตั้งคำถามกับผลงานที่ชม การตีความหมาย การประเมินค่าในตัวผลงาน จากความรู้สึกนึกคิดของผู้ที่ชมหรือเสพงานศิลปะชิ้นนั้นๆ (รวมถึงวรรณกรรม) ออกเป็นวัจนะภาษาที่เรียกกันว่า “การวิจารณ์”
             อย่างที่เคยกล่าวไว้ในย่อหน้าที่สามที่ว่า การวิพากษ์วิจารณ์ เป็นสิ่งที่มาพร้อมกับการพบเห็นถึงสิ่งที่สะดุดตา โดดเด่น หรือแปลกและแตกต่างจากสิ่งที่พบเจอหรือสัมผัสมา ผลงานเหล่านั่นเองก็ต้องทำให้ในแบบที่กล่าวมาเช่นกัน ก็เพื่อให้เป็นที่สนใจและดึงดูดผู้ชม เมื่อมีคนมาดูย่อมต้องมีการวิจารณ์ตามมาในภายหลัง การวิจารณ์อาจมีทั้งในด้านชื่นชมหรือติชม นั่นขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่ชมผลงานและตีความ อาจรวมไปถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมที่มีต่อผลงานด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าการใช้อารมณ์และความรู้สึกเป็นส่วนประกอบในการวิจารณ์นั้นอาจดูเหมือนเป็นการเลือกที่รักมักที่ชังเสียมากกว่าหากผลงานที่ชมเกิดไม่ถูกใจหรือไม่สบอารมณ์ (อคติ) ก็จะถูกพูดด้วยความรุนแรงจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “การด่า” แต่สิ่งที่ทำให้การวิจารณ์นั้นดูแตกต่างจากการประณามผลงานหรือการด่า คือ ข้อมูลหรือความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่วิจารณ์
             ข้อมูลหรือความรู้ที่ว่า เป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการพิจารณา ประเมินค่าและตีความหมาย (ตัดสิน)ในตัวงานของผู้วิจารณ์ โดยผู้วิจารณ์นั้น ไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานนั้นๆ แต่สามารถที่จะเข้าใจและมีความรู้ความเชียวชาญในเรื่องนั้นๆ (ทำนองว่ามีความสามารถในเชิงทฤษฎี ส่วนในเชิงปฏิบัติอาจมีหรือไม่มีก็ได้) ประสบการณ์ก็เป็นส่วนสำคัญ ในการนำมาใช้กับการวิจารณ์ โดยประสบการณ์ที่ว่า อาจได้มาจากการฟัง การอ่าน หรือการดู จากผลงานผลงานที่ผ่านมา เป็นการเก็บเกี่ยวข้อมูลไปในตัว สิ่งๆหนึ่งที่ทำให้การวิจารณ์ดูแตกต่างจากการด่า คือ มีความเป็นกลางหรือการไม่มีอคติที่มีต่อผลงานหรือเจ้าของผลงานของผู้วิจารณ์ ซึ่งนี้เองเป็นสิ่งที่อาจพูดได้ว่าอยู่เหนืออารมณ์และความรู้สึก (ส่วนใหญ่มักจะเลือกชมและวิจารณ์ในสิ่งที่ชอบมากกว่า) ของบุคคล เป็นธรรมดาที่ว่ามีสิ่งที่ชอบก็ย่อมมีสิ่งที่ไม่ชอบอยู่เสมอ ผู้วิจารณ์จึงเสมือนคนที่เดินอยู่ตรงกลางระหว่างความชอบและความเกลียด โดยมีข้อมูลและความรู้เป็นเครื่องในการนำทางเพื่อบรรลุและถึงที่หมาย นั้นคือ การตีความหมายและการการประเมินค่าของผลงานที่มีความชอบธรรม โดยมีความรู้และข้อมูลเป็นตัวรับรองความน่าเชื่อถือในสิ่งที่วิจารณ์ กระนั้นข้อมูลเป็นแค่ตัวเสริมสมมติฐานและความเชื่อของผู้วิจารณ์ การแสดงให้เห็นถึงความคิดของตัวผู้วิจารณ์ต่อผลงานชิ้นนั้นๆ ต่างหากคือใจความที่สำคัญของการวิจารณ์อย่างแท้จริง
             ทุกครั้งที่มีการวิจารณ์ในตัวผลงานเกิดขึ้น เจ้าของผลงานบางคนก็ไม่อาจจะทนรับได้ในสิ่งที่ผู้วิจารณ์ วิจารณ์หรือตีความถึงผลงานที่ตัวเองสร้าง ก็มีการออกมาโต้ตอบบอกถึงวัตถุประสงค์ที่ตนสร้างขึ้น ความหมายที่ต้องการสื่อ (ปกป้องงานที่ตัวเองสร้าง) ในบทที่ 2 ของหนังสือ “ทฤษฎีเบื้องต้นแห่งวรรณคดี”ของ เจตนา นาควัชระ ซึ่งมีชื่อว่า สมบัติทางวรรณศิลป์ ได้กล่าวในทำนองที่ว่า เจ้าของผลงานเมื่อนำผลงานของตนมาจัดแสดงแก่สาธารณะชน เผยแพร่หรือตีพิมพ์เพื่อ ผลงานที่ว่านั้นก็จะกลายเป็นของสาธารณะชนไม่ใช่ของส่วนตัวของเจ้าของผลงานอีกต่อไป นั้นหมายความว่าผู้คนทั่วไปสามารถที่จะวิจารณ์ผลงานได้ โดยที่เจ้าของผลงานนั้นเต็มใจที่จะรับฟังคำวิจารณ์จากสาธารณะ (เพราะถ้าหากไม่เต็มใจเจ้าของผลงานก็คงไม่นำผลงานที่สร้างออกมาให้คนทั่วไปชม) แน่นอนว่าความคิดของอาจารย์ เจตนา อาจดูจะขัดกับกฎหมายในเรื่องลิขสิทธิ์ แต่ไม่ว่าผลงานชิ้นนั้นจะเป็นงานเขียน ภาพวาด งานปั้น ภาพยนตร์ ละคร ฯลฯ ที่ถูกสร้างมาแสดงแก่สาธารณะชน คนทั่วไปก็ล้วนที่จะมีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของและแสดงความคิดเห็นต่อผลงานชิ้นนั้นๆ
             ในการวิจารณ์งานหรือแสดงความคิดเห็นล้วนแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมการแสดงความคิดเห็นในสังคมเช่น การวิจารณ์ของผู้ชมผลงานและการตอบโต้ของเจ้าของผลงาน การวิจารณ์ในงานวิจารณ์ของผู้วิจารณ์ที่วิจารณ์ผลงานนั้นๆ (วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์) เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เอง ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน นั่นคือ การสร้างบทสนทนาอย่างหนึ่งระหว่างผู้วิจารณ์กับเจ้าของผลงาน(ผู้ถูกวิจารณ์)หรือ ผู้วิจารณ์กับผู้วิจารณ์ โดยมีความคิดเห็นเป็นหลักในบทสนทนา

             การวิจารณ์นั้น แม้ว่าในสังคมจะมองมันในแง่ลบ แต่การวิจารณ์นั้นก็เป็นสิ่งที่เชื่อมโยง แลกเปลี่ยนความคิดระหว่างผู้วิจารณ์กับผู้ถูกวิจารณ์หรือแม้กระทั้งผู้วิจารณ์ด้วยกันเอง ซึ่งเป็นกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งในสังคม ข้อมูลความรู้ผนวกกับความคิดเป็นสิ่งที่ทำให้แตกต่างจากการด่า ท้ายที่สุดไม่ว่าการวิจารณ์จะเป็นการประเมินค่า การแสดงความคิดเห็น หรือการตีความให้ออกมาดีแค่ไหน งานวิจารณ์หรือการวิจารณ์นั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง เพราะต้องอาศัยงานวิจารณ์อื่นๆ เข้ามามีส่วนช่วยสนับสนุนในสิ่งที่เราวิจารณ์ นั้นหมายความว่าต้องมีผู้นำก่อนจึงจะมีผู้ตามที่นำสิ่งที่ผู้ทำมาปรับใช้ ถึงอย่างไรการวิจารณ์ก็เป็นทั้งข้อคิด ข้อมูล ข้อติชม ที่ทำให้ผู้สร้างผลงานนำมาปรับใช้ในการสร้างสรรค์ ผลิตผลงานต่อไป จนกลายเป็น  วัฏจักรของการสนทนาที่เรียกว่า “การวิจารณ์”