การวิจารณ์…การด่า…และบทสนทนา..
ในยุคที่การสื่อสารสามารถเชื่อมโยงติดต่อกันได้อย่างไร้พรมแดน
สังคมในปัจจุบันนั้น ผู้คนส่วนใหญ่นิยมบริโภคเสพสื่อในโซเชียวกันมากขึ้น
ซึ่งดูได้จากข่าวตามสื่อออนไลน์ที่มีการคอมเมนต์หรือแสดงความคิดเห็นจากผู้คนในสังคม
ยิ่งข่าวใดที่โด่งดังและเป็นกระแสให้พูดกันปากต่อปากในสังคม
ย่อมต้องมีการออกมาแสดงความคิดเห็นหรือออกมา “วิพากษ์วิจารณ์” ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในข่าว
การวิจารณ์ที่ว่านั้น
อาจจะมาจากอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นได้ทั้งชื่นชมชื่นชอบและอคติของผู้ที่ได้อ่าน
หรือ จากข้อมูลต่างๆที่ผู้อ่านรวบรวมมาเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงในข่าว
หรือนำข้อมูลดังกล่าวที่หามา มาใช้สนับสนุนเหตุผลในการวิจารณ์ของตนเอง การวิจารณ์นั้น
ใช่ว่าจะมีแค่ข่าวตามสื่อในสังคม งานศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ละครทางโทรทัศน์ เพลง
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สร้างความบันเทิงใจให้แก่ผู้คน ซึ่งอาจจะชอบบ้าง
ไม่ชอบบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล และสิ่งที่จะตามต่อจากนั้น
คือการแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกในสิ่งนั้นๆ ในรูปแบบการวิจารณ์
อย่างไรก็ตาม
การวิจารณ์ย่อมมาคู่กับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน บางคนอาจใช้ความรู้สึกในการตัดสินหรือประเมินค่าจนดูเหมือนเป็นการด่าเสียมากกว่าที่จะวิจารณ์ก็มี
บางคนพยายามหาข้อมูลเพื่อชี้ให้เห็นถึงจุดต่างๆในสิ่งที่ตนวิจารณ์
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่พบเจอได้ทั่วไปในสังคม
จนทำให้การวิจารณ์เป็นสิ่งที่ไม่ได้แตกต่างอะไรไปกับการด่าในสิ่งที่พบเห็น นั่นจึงเป็นคำถามที่ว่า
การวิจารณ์นั้นแท้จริงแล้วคืออะไรแล้วมีไว้เพื่ออะไรในสังคม
หากลองมองย้อนไปในชั่วชีวิตที่ผ่านมาของตนเองแล้ว
การวิพากษ์วิจารณ์ เป็นสิ่งที่มาพร้อมกับการพบเห็นถึงสิ่งที่สะดุดตา โดดเด่น
หรือแปลกและแตกต่างจากสิ่งที่พบเจอหรือสัมผัสมา ตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นได้ทั่วๆไป
คือ การวิจารณ์รูปลักษณ์ของตัวบุคคล โดยทุกเพศทุกวัย ล้วนต้องมีการวิจารณ์ถึงรูปร่างลักษณะของบุคคลที่ตนพบเจอในวงสนทนา
เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ง่ายและจินตภาพตามออกจากสิ่งที่เล่า อ้วน ผอม สูง
หุ่นดี หุ่นเพรียว ผิวคล่ำ ผิวขาว ฯลฯ ล้วนเป็นคำที่รู้และเข้าใจถึงความหมายในตัวคำเมื่อนำมาพูดถึงบุคคลที่เราวิจารณ์(ซึ่งออกจะดูเหมือนการนินทาเสียมากกว่า)
นั้นหมายถึงการวิจารณ์ถึงสิ่งที่เห็นเป็นส่วนหนึ่งในการสนทนาหรือการพบปะพูดคุยในชีวิตประจำวัน….
ในขณะที่ข้าพเจ้านั่งสาธยายเรื่องการวิจารณ์อยู่นั้น
ข้าพเจ้าเหลือบไปเห็นความหมายของคำว่า “วิจารณ์” ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ว่า “วิจาร วิจารณ
วิจารณ์ (วิจาน วิจาระนะ วิจาน) ก. ให้คำตัดสินถึงสิ่งที่เป็นศิลปกรรมหรือวรรณกรรมเป็น
โดยผู้มีความรู้ควรเชื่อถือได้ ว่ามีค่าความงามไพเราะดีอย่างไรหรือมีข้อขาดตกบกพร่องอย่างไรบ้าง”
เมื่ออ่านมาถึงตรงจุดนี้ สิ่งที่เคยได้เรียนมาเกี่ยวกับศิลปะก็ผลุดขึ้นมา ในเรื่องประเภทของงานศิลป์
ศิลปะหรือศิลปกรรมหากพิจารณาถึงการแบ่งตามความรู้สึกของงาน
( คือการรับรู้ที่มาจาก การมองการฟัง การคิดหรือจินตนาการ และการเคลื่อนไหว )
ก็แบ่งได้เป็น 4 ประเภท
ซึ่งวรรณกรรมนั้นก็เป็นหนึ่งในงานศิลปะประเภทการรับรู้โดยการคิดและจินตนาการตามสิ่งที่ผู้สร้างหรือผู้แต่งต้องการสื่อถึงในตัวงานของเขา
ไม่ใช่แค่วรรณกรรมเท่านั้นที่ผู้สร้างต้องการจะสื่อความหมายในตัวงาน ภาพวาด
งานปั้น อาคารสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่การแสดงหรือละคร
ก็เป็นงานศิลปะที่ต้องการสื่อถึงความหมายในตัวของมันเองแก่ผู้ชมผลงานเช่นกัน
นั่นจึงก่อให้เกิดการตั้งคำถามกับผลงานที่ชม การตีความหมาย
การประเมินค่าในตัวผลงาน จากความรู้สึกนึกคิดของผู้ที่ชมหรือเสพงานศิลปะชิ้นนั้นๆ
(รวมถึงวรรณกรรม) ออกเป็นวัจนะภาษาที่เรียกกันว่า “การวิจารณ์”
อย่างที่เคยกล่าวไว้ในย่อหน้าที่สามที่ว่า
การวิพากษ์วิจารณ์ เป็นสิ่งที่มาพร้อมกับการพบเห็นถึงสิ่งที่สะดุดตา โดดเด่น
หรือแปลกและแตกต่างจากสิ่งที่พบเจอหรือสัมผัสมา
ผลงานเหล่านั่นเองก็ต้องทำให้ในแบบที่กล่าวมาเช่นกัน ก็เพื่อให้เป็นที่สนใจและดึงดูดผู้ชม
เมื่อมีคนมาดูย่อมต้องมีการวิจารณ์ตามมาในภายหลัง
การวิจารณ์อาจมีทั้งในด้านชื่นชมหรือติชม
นั่นขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่ชมผลงานและตีความ อาจรวมไปถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมที่มีต่อผลงานด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าการใช้อารมณ์และความรู้สึกเป็นส่วนประกอบในการวิจารณ์นั้นอาจดูเหมือนเป็นการเลือกที่รักมักที่ชังเสียมากกว่าหากผลงานที่ชมเกิดไม่ถูกใจหรือไม่สบอารมณ์
(อคติ) ก็จะถูกพูดด้วยความรุนแรงจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “การด่า” แต่สิ่งที่ทำให้การวิจารณ์นั้นดูแตกต่างจากการประณามผลงานหรือการด่า
คือ ข้อมูลหรือความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่วิจารณ์
ข้อมูลหรือความรู้ที่ว่า
เป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการพิจารณา ประเมินค่าและตีความหมาย (ตัดสิน)ในตัวงานของผู้วิจารณ์
โดยผู้วิจารณ์นั้น ไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานนั้นๆ
แต่สามารถที่จะเข้าใจและมีความรู้ความเชียวชาญในเรื่องนั้นๆ
(ทำนองว่ามีความสามารถในเชิงทฤษฎี ส่วนในเชิงปฏิบัติอาจมีหรือไม่มีก็ได้) ประสบการณ์ก็เป็นส่วนสำคัญ
ในการนำมาใช้กับการวิจารณ์ โดยประสบการณ์ที่ว่า อาจได้มาจากการฟัง การอ่าน
หรือการดู จากผลงานผลงานที่ผ่านมา เป็นการเก็บเกี่ยวข้อมูลไปในตัว สิ่งๆหนึ่งที่ทำให้การวิจารณ์ดูแตกต่างจากการด่า
คือ มีความเป็นกลางหรือการไม่มีอคติที่มีต่อผลงานหรือเจ้าของผลงานของผู้วิจารณ์ ซึ่งนี้เองเป็นสิ่งที่อาจพูดได้ว่าอยู่เหนืออารมณ์และความรู้สึก
(ส่วนใหญ่มักจะเลือกชมและวิจารณ์ในสิ่งที่ชอบมากกว่า) ของบุคคล เป็นธรรมดาที่ว่ามีสิ่งที่ชอบก็ย่อมมีสิ่งที่ไม่ชอบอยู่เสมอ
ผู้วิจารณ์จึงเสมือนคนที่เดินอยู่ตรงกลางระหว่างความชอบและความเกลียด
โดยมีข้อมูลและความรู้เป็นเครื่องในการนำทางเพื่อบรรลุและถึงที่หมาย นั้นคือ
การตีความหมายและการการประเมินค่าของผลงานที่มีความชอบธรรม
โดยมีความรู้และข้อมูลเป็นตัวรับรองความน่าเชื่อถือในสิ่งที่วิจารณ์ กระนั้นข้อมูลเป็นแค่ตัวเสริมสมมติฐานและความเชื่อของผู้วิจารณ์
การแสดงให้เห็นถึงความคิดของตัวผู้วิจารณ์ต่อผลงานชิ้นนั้นๆ
ต่างหากคือใจความที่สำคัญของการวิจารณ์อย่างแท้จริง
ทุกครั้งที่มีการวิจารณ์ในตัวผลงานเกิดขึ้น
เจ้าของผลงานบางคนก็ไม่อาจจะทนรับได้ในสิ่งที่ผู้วิจารณ์
วิจารณ์หรือตีความถึงผลงานที่ตัวเองสร้าง
ก็มีการออกมาโต้ตอบบอกถึงวัตถุประสงค์ที่ตนสร้างขึ้น ความหมายที่ต้องการสื่อ (ปกป้องงานที่ตัวเองสร้าง)
ในบทที่ 2 ของหนังสือ “ทฤษฎีเบื้องต้นแห่งวรรณคดี”ของ เจตนา
นาควัชระ ซึ่งมีชื่อว่า สมบัติทางวรรณศิลป์ ได้กล่าวในทำนองที่ว่า เจ้าของผลงานเมื่อนำผลงานของตนมาจัดแสดงแก่สาธารณะชน
เผยแพร่หรือตีพิมพ์เพื่อ ผลงานที่ว่านั้นก็จะกลายเป็นของสาธารณะชนไม่ใช่ของส่วนตัวของเจ้าของผลงานอีกต่อไป
นั้นหมายความว่าผู้คนทั่วไปสามารถที่จะวิจารณ์ผลงานได้
โดยที่เจ้าของผลงานนั้นเต็มใจที่จะรับฟังคำวิจารณ์จากสาธารณะ
(เพราะถ้าหากไม่เต็มใจเจ้าของผลงานก็คงไม่นำผลงานที่สร้างออกมาให้คนทั่วไปชม)
แน่นอนว่าความคิดของอาจารย์ เจตนา อาจดูจะขัดกับกฎหมายในเรื่องลิขสิทธิ์
แต่ไม่ว่าผลงานชิ้นนั้นจะเป็นงานเขียน ภาพวาด งานปั้น ภาพยนตร์ ละคร ฯลฯ
ที่ถูกสร้างมาแสดงแก่สาธารณะชน
คนทั่วไปก็ล้วนที่จะมีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของและแสดงความคิดเห็นต่อผลงานชิ้นนั้นๆ
ในการวิจารณ์งานหรือแสดงความคิดเห็นล้วนแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมการแสดงความคิดเห็นในสังคมเช่น
การวิจารณ์ของผู้ชมผลงานและการตอบโต้ของเจ้าของผลงาน การวิจารณ์ในงานวิจารณ์ของผู้วิจารณ์ที่วิจารณ์ผลงานนั้นๆ
(วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์) เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เอง ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล
ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน นั่นคือ
การสร้างบทสนทนาอย่างหนึ่งระหว่างผู้วิจารณ์กับเจ้าของผลงาน(ผู้ถูกวิจารณ์)หรือ
ผู้วิจารณ์กับผู้วิจารณ์ โดยมีความคิดเห็นเป็นหลักในบทสนทนา
การวิจารณ์นั้น แม้ว่าในสังคมจะมองมันในแง่ลบ
แต่การวิจารณ์นั้นก็เป็นสิ่งที่เชื่อมโยง แลกเปลี่ยนความคิดระหว่างผู้วิจารณ์กับผู้ถูกวิจารณ์หรือแม้กระทั้งผู้วิจารณ์ด้วยกันเอง
ซึ่งเป็นกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งในสังคม
ข้อมูลความรู้ผนวกกับความคิดเป็นสิ่งที่ทำให้แตกต่างจากการด่า ท้ายที่สุดไม่ว่าการวิจารณ์จะเป็นการประเมินค่า
การแสดงความคิดเห็น หรือการตีความให้ออกมาดีแค่ไหน งานวิจารณ์หรือการวิจารณ์นั้น
ก็ไม่ใช่สิ่งที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง เพราะต้องอาศัยงานวิจารณ์อื่นๆ
เข้ามามีส่วนช่วยสนับสนุนในสิ่งที่เราวิจารณ์
นั้นหมายความว่าต้องมีผู้นำก่อนจึงจะมีผู้ตามที่นำสิ่งที่ผู้ทำมาปรับใช้
ถึงอย่างไรการวิจารณ์ก็เป็นทั้งข้อคิด ข้อมูล ข้อติชม
ที่ทำให้ผู้สร้างผลงานนำมาปรับใช้ในการสร้างสรรค์ ผลิตผลงานต่อไป จนกลายเป็น วัฏจักรของการสนทนาที่เรียกว่า “การวิจารณ์”

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น