วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2563

การศึกษาไทย...จากมุมมองของคนที่ชีวิตเรียนแต่ในโรงเรียนรัฐ

 


การศึกษาไทย...จากมุมมองของคนที่ชีวิตเรียนแต่ในโรงเรียนรัฐ

             บทวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์นี้ต้องการนำเสนอประเด็นในแง่มุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่มุมมองแบบข้าราชการในโรงเรียน ดังเช่นในบทความ “มองความเหลื่อมล้ำจากมุมมองข้างใน” ของคุณชัยชาญ ปรางค์ประทานพร ที่วิจารณ์บทวิจารณ์เรื่อง “บันทึกวันเปิดเทอม : เมื่อการศึกษาคือการลงทุนของคนไร้ทุน” ของคุณเสาวภาคย์ ขันมั่น ที่วิจารณ์กวีนิพนธ์ในหนังสือ “ดอกไม้ไฟ รวมบทกลอนของ อัคนี หฤทัย” ในบท “บันทึกวันเปิดเทอม” อีกทั้งบทวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์นี้ต้องการที่จะสนับสนุนแนวคิดของคุณเสาวภาคย์ ขันมั่น ในด้านระบบการศึกษาของโรงเรียนในไทยที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวรากหญ้า ซึ่งแน่นอนว่าตัวผู้เขียนก็เคยมีประสบการณ์ชีวิตเช่นเดียวกับในบทวิจารณ์ บันทึกวันเปิดเทอม : เมื่อการศึกษาคือการลงทุนของคนไร้ทุน อาจมีการกล่าวโดยใช้อารมณ์ส่วนตัวไปบ้างก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้

               อย่างที่ได้กล่าวเอาไว้ ว่าตัวของผู้เขียนนั้นก็มีประสบการณ์เช่นเดียวกับในบทวิจารณ์ บันทึกวันเปิดเทอม : เมื่อการศึกษาคือการลงทุนของคนไร้ทุน ซึ่งถ้าหากจะขอนำส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตของผู้เขียนมาเล่าประกอบ แล้วมันเป็นสิ่งที่สามารถสะท้อนให้เห็นภาพที่เรียกว่า “การเรียนคือการลงทุน” ได้ ก็ถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนภาพของสังคม

                ทุกครั้งที่เป็นวันเปิดเทอม แน่นอนว่าสิ่งที่จะตามมาคือค่าใช้จ่ายที่จำต้องส่งลูกหลานให้ตนเองเรียน เช่น ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าทำนุบำรุงสถานศึกษา ค่าจ้างบุคลากรทางการศึกษา (ครู-อาจารย์) ค่าจ้างแม่บ้าน ภารโรง คนทำสวน โดยเรียกค่าใช้จ่ายรวมๆ นี้ว่า “ค่าเทอม” ซึ่งรูปแบบของการเรียกเก็บค่าเทอมที่โรงเรียนหลายๆ แห่งทำคือการจัดการประชุมผู้ปกครอง โดยการประชุมดังกล่าวจะจัดโดยทำทีว่าเป็นการกล่าวถึงงบประมาณที่โรงเรียนได้รับ ผลงานของโรงเรียนถึงการพัฒนาในส่วนต่างๆ ของโรงเรียน กิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้นในเทอมที่ผ่านมา ผลงานของนักเรียนที่สร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียน ฯลฯ ซึ่งสิ่งที่ทางโรงเรียนนำมาพูดถึงในการประชุมในตอนต้น ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองฟังแล้วรู้สึกว่าโรงเรียนที่ลูกของตนเรียนเป็นสถานที่ที่ควรค่าแก่การส่งเสียค่าเทอมให้ลูกได้เรียนต่อไป เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้ปกครองก่อนที่จะชี้แจงปัญหาของทางโรงเรียนในภายหลัง เช่น งบประมาณที่นำมาใช้ในการบำรุง ปรับปรุงสถานที่และอุปกรณ์การเรียนการสอนหรือสนับสนุนกิจกรรมสำหรับนักเรียนที่มีไม่เพียงพอ จนต้องขอความเห็นใจจากผู้ปกครองให้ช่วยเหลือในเรื่องงบประมาณดังกล่าว โดยการเรี่ยรายเป็นเงินบริจาคให้แก่ทางโรงเรียน ก่อนจะเลิกประชุมแล้วให้ผู้ปกครองไปพบปะกับครูที่ปรึกษาเพื่อชี้แจงถึงพฤติกรรมลูกของตนเอง ซึ่งการพบกับอาจารย์ที่ปรึกษานั้นหมายถึงเวลาแห่งการจ่ายค่าเทอมที่แท้จริง

               การเก็บค่าเทอมในรูปแบบดังกล่าว ล้วนพบเห็นได้ทั่วไปตามโรงเรียนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหรือไม่เป็นที่รู้จักมักคุ้นในสังคมก็ตาม ซึ่งเรียกการเก็บค่าเทอมนี้ว่า “การเก็บค่าเทอมสองต่อ” ต่อแรกคือค่าเทอมที่ทางโรงเรียนควรได้รับ ส่วนต่อที่สองคือเงินบริจาคที่เรี่ยรายได้จากผู้ปกครองที่เห็นคุณค่าต่อการศึกษาของลูกหลาน เป็นกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่โรงเรียนนำมาปรับใช้ แล้วถามว่างบประมาณที่ทางโรงเรียนได้รับจากกระทรวงฯ ละไปไหน ก็อย่างที่คุณชัยชาญ ปรางค์ประทานพร ได้กล่าวในบทวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ของเขาว่า “งบประมาณโรงเรียนสมัยนี้คำนวณจากจำนวนนักเรียนรายหัว” พร้อมทั้งได้กล่าวในทำนองที่ว่า โรงเรียนไหนมีผลงานและมีชื่อเสียงที่โดดเด่นย่อมได้รับการเอาใจใส่จากหน่วยงานทางต้นสังกัดมากกว่า (อ่าน คิด เขียน เล่ม2 : หน้า 71) นั้นคือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ที่ได้รับหน้าที่มาจากกระทรวงศึกษาธิการอีกที 

            งั้นก็หมายความว่าโรงเรียนที่ไม่มีชื่อเสียงก็คงจะไม่ได้รับงบประมาณที่ต้นสังกัดพึงจะให้หรือได้น้อยกว่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง?

             จึงอาจเป็นไปได้ว่าโรงเรียนที่ไม่มีชื่อเสียงย่อมมีจำนวนนักเรียนที่น้อยกว่าเพราะสังคมนิยมจะส่งบุตรหลานของตนเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมาการันตีมากกว่า 

             แต่ในทางกลับกัน บางโรงเรียนที่ไม่ได้มีชื่อเสียงดีเด่นอะไรในเรื่องการเรียนหรือกิจกรรม กลับมีจำนวนนักเรียนที่เทียบเท่ากับจำนวนโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหรือมากกว่านั้น อันเนื่องมาจาก 1. บ้านของเด็กอยู่ในละแวกใกล้กับสถานศึกษาแห่งนั้น 2. จำนวนค่าเทอมที่ถูกกว่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง 3. เด็กที่ไม่สามารถสอบเข้าในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหรือพลาดการจับสลากเข้าเรียนต่อแล้วหาที่เรียนไม่ได้จนต้องไปยื่นเรื่องขอที่เรียนกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อส่งตัวเด็กไปเรียนในสถานศึกษาตามที่สำนักงานเขตเห็นสมควร ซึ่งในทั้งสามข้อที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ปริมาณจำนวนของนักเรียนมากขึ้นในโรงเรียนที่ไม่ได้โดดเด่นในชื่อเรื่องชื่อเสียง โดยเฉพาะกับข้อสามที่แสดงให้เห็นว่าบทบาทสำหรับโรงเรียนที่ไม่มีชื่อเสียงจะอยู่ในสายตาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็ต่อเมื่อเขาต้องการนำเด็กที่หาที่เรียนไม่ได้ได้เข้าศึกษา ส่วนเรื่องงบประมาณที่จะได้รับคงไม่ต้องพูดถึง

             “ระบบความคิดว่าด้วยการแข่งขันในระบบการศึกษามันก็เป็นผลเช่นนี้แหละ ถ้าต้องการจะให้เกิดการแข่งขันอย่างดุเดือดเพื่อให้ได้ผู้ชนะที่แข็งแกร่งที่สุดก็ต้องยอมรับที่จะมีความเหลื่อมล่ำเป็นธรรมดา” (อ่าน คิด เขียน เล่ม2 : หน้า 71) ช่างเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจเสียจริงสำหรับประโยคที่ว่ามานี้ แล้วถ้าหากจะถามว่าไอ้สิ่งที่เรียกว่าแข็งแกร่งนั้นมันมีมากจนเกินไป มันจะไม่เป็นสิ่งที่มาขัดแย้งแย่งชิงกันในสังคมกันหรอกหรือ? แล้วมันจะไปถึงจุดสิ้นสุดกันตรงไหน แล้วอะไรคือสิ่งที่จะหันมาพัฒนาประเทศมากกว่าความขัดแย้งกันระหว่างผู้ที่แข็งแกร่ง ? ซึ่งการแข่งขันก็เป็นสิ่งที่โรงเรียนที่น่าจะเป็นสถานที่ให้ความรู้มากกว่า กลับใช้เด็กนักเรียนเป็นเครื่องมือในการนำไปสู่ซึ่งชัยชนะบนสังเวียนของระบบการศึกษา กลายเป็นว่าแทนที่เด็กจะเป็นคนกลับกลายเป็นเครื่องจักรที่ต้องทำงานตามคำสั่งของทางโรงเรียนเอง ท้ายที่สุดกรรมก็ไปตกอยู่ที่ผู้ปกครองที่ต้องสรรหาเงินตรามาให้กับทางโรงเรียนเพื่อที่จะให้โรงเรียนแปรสภาพลูกหลานไปเป็นเครื่องจักรตามแบบที่โรงเรียนต้องการกระนั้นหรอกหรือ?

             โดยเฉพาะนักเรียนที่มีผลการเรียนที่ดีเด่นจนทางโรงเรียนเห็นว่าสามารถที่จะใช้ต่อสู้บนสังเวียนแห่งการศึกษาได้ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ทางโรงเรียนให้ความสำคัญเป็นพิเศษ อย่างที่ในบทความของ คุณชัยชาญ ปรางค์ประทานพร ได้กล่าวถึง เช่นการให้เด็กที่เรียนเก่งเรียนดีได้เรียนในห้องเรียนที่มีความทันสมัยทั้งอุปกรณ์การเรียน เครื่องอำนวยความสะดวก สื่อการเรียนการสอนที่ล้ำหน้า หรือแม้แต่บุคลากรทางการศึกษาที่มีเชี่ยวชาญในการเรียนการสอนมาสอน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นอภิสิทธิ์ที่ทางโรงเรียนได้จัดให้สำหรับนักเรียนที่เรียนดีโดยเฉพาะ

             แล้วเด็กนักเรียนที่เหลือละไปอยู่ตรงจุดไหนของโรงเรียน ? คำตอบนี้ง่ายมาก คือไปตามยถากรรม เพราะส่วนใหญ่แล้วเป็นนักเรียนที่ไม่รับการเหลียวแลจากทางโรงเรียนอยู่แล้ว บ้างก็เป็นปัญหาให้กับทางโรงเรียน เช่น ทะเลาะวิวาท ลักขโมยของ แต่งกายไม่สุภาพ โดดเรียน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่มีและเกิดขึ้นในสังคมโรงเรียน โดยโรงเรียนจะโทษว่าเป็นผลมาจากนิสัยของตัวเด็ก บ้างก็มาจากการเลียนแบบตามเพื่อนหรือสภาพแวดล้อม จนลามไปถึงการอบรมสั่งสอนของครอบครัว แต่กลับไม่มีใครที่จะมองว่าเป็นผลมาจากทางโรงเรียนเองนั้นแหละที่ทำให้นักเรียนเป็นแบบนี้ และในการแก้ไขปัญหาที่ทางโรงเรียนทำคือการตั้งฝ่ายปกครองขึ้นมาเพื่อควบคุมและตรวจตราความเรียบร้อยของเด็กไม่ให้สร้างความวุ่นวายภายในโรงเรียน ก็ยิ่งเป็นการลดทอนคุณค่าของเด็กและเป็นสิ่งที่ผลักให้กลุ่มเด็กนักเรียนดังกล่าวระเห็จไปอยู่ในชายขอบของสถานศึกษา

               การเอาใจใส่ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่โรงเรียนกระทำไป เป็นสิ่งที่ทำให้นักเรียนในกลุ่มมีปัญหาหรือกลุ่มที่ไม่ใช่เด็กที่เรียนเก่งอะไรและไม่ได้รับการเอาใจใส่จากโรงเรียนต้องตั้งคำถามว่า

             ปุจฉา : “เราจะมาเรียนเพื่ออะไร?”

             วิสัชนา : “มาเรียนเพื่อให้ได้ความรู้”

             ปุจฉา : “แล้วความรู้ที่ได้ก็ใช่ว่าเข้าใจ ครึ่งๆ กลางๆ หาได้สามารถนำไปใช้ได้ไม่ แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับเขา?”

             วิสัชนา : “แล้วทำไมไม่ไปเรียนพิเศษละ หรือไม่ก็อ่านหนังสือเรียนรู้จากสื่อตามอินเทอร์เน็ตก็ได้”

              ปุจฉา : “แล้วไม่คิดบ้างหรอกเหรอว่าทางครอบครัว แค่ส่งเสียค่าเล่าเรียนที่นี่ก็เต็มกลืนแล้ว”

               ฯลฯ  

                กลายเป็นบทสนทนาถามตอบที่ไม่มีที่สิ้นสุด ต่างคนต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง แล้วเอยด้วยการที่เด็กต้องมาเรียนโดยที่ทางโรงเรียนไม่ได้เลียวแลเช่นเคย เนื่องด้วยเด็กเหล่านี้ไม่ได้ทำประโยชน์ให้แก่โรงเรียน ไม่เหมือนกับเด็กที่ทางโรงเรียนให้ความสนใจและความสำคัญกับมัน

             ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 49 ระบุไว้ว่า

             “ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

              ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในภาวะลำบาก ต้องได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่งและการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น...”

จากสิ่งที่รัฐธรรมนูญได้กล่าวไว้กับระบบการศึกษาของประเทศ ช่างเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกันอย่างยิ่งกับความเป็นจริงที่ได้พบเห็นในสังคม ถือว่าเป็นเรื่องตลกร้ายมากสำหรับเรื่องระบบการศึกษาของไทยกับรัฐธรรมนูญที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

             มีข้อความหนึ่งที่ คุณชัยชาญ ปรางค์ประทานพร กล่าวได้น่าสนใจว่า “ทั้งหมดทั้งปวงดังว่ามาเป็นผลลัพธ์แห่งความเหลื่อมล้ำ และคงไม่แปลกอะไรถ้าหากเด็กยุคนี้ (โดยการเหมารวม) จะมีใจคอที่ไม่กว้างขวางเท่าที่ควรจะเป็น ไม่ต้องพูดถึงตัวแบบการพัฒนาอันสวยหรูอย่าง “ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21” หรือ “ไทยแลนด์ 4.0” (อ่าน คิด เขียน เล่ม2 : หน้า 72)

             แน่นอนว่า “ผลลัพธ์แห่งความเหลื่อมล้ำ” ที่ว่าก็คือการแปรสภาพจากเด็กที่ทางโรงเรียนใช้ในการแข่งขันกับโรงเรียนอื่นบนสังเวียนแห่งการศึกษาให้กลายเป็นสิ่งของเครื่องจักรที่ต้องทำตามและรับคำสั่งจากโรงเรียนอย่างเดียว แล้วมันจะแปลกอะไรที่สิ่งของเครื่องจักรมันจะมี “ใจคอที่ไม่กว้างขวางเท่าที่ควรจะเป็น” ก็เพราะว่าโรงเรียนเองนั้นแหละที่ป้อนข้อมูลให้เด็กกลายเป็นแบบนั้น เรียนเพื่อนำไปใช้ในการแข่งขัน เด็กมีความฉลาดแต่ไม่อาจจะเข้ากับสังคมได้ เพราะโลกทั้งใบของเขาอยู่แต่กับในตำราเรียน และความรู้ชุดเดิมที่มีแต่การท่องจำ แต่ไม่อาจนำมาคิดวิเคราะห์ต่อยอดได้ หากเด็กลองได้ตั้งคำถามหรือเห็นต่างเมื่อไหร่ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ลามไปถึงเรื่องการเมืองโคตรเหง้าเป็นแน่ เผลอๆ กลับกลายเป็นการลดทอนตัวเด็กที่อาจหาญในเรื่องไม่เป็นเรื่อง(ในสายตาข้าราชการที่เรียกตัวเองว่าพ่อพิมพ์-แม่พิมพ์จากเบ้าหลอมบรรพกาล) 

            ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมแม้กระทั่งในปัจจุบัน แต่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นสิ่งที่ผู้เขียนเคยประสบพบเจอมากับตัว และไม่มีทางที่จะรับได้กับความเหลื่อมล้ำที่ว่ามานี้ “การเข้าถึงการศึกษาก็อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจอยู่แล้ว” (อ่าน คิด เขียน เล่ม2 : หน้า 73) มันคือประโยคที่ใช้ในการปลอบใจตัวเองมากกว่า แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง แล้วทำไมยังมีการขอบริจาคตามสื่อสังคมทั่วไปอยู่ละ บริจาคอุปกรณ์เรียนการสอนบ้างละ หนังสือบ้างละ เงินที่จะนำไปเป็นทุนในการศึกษาให้กับเด็กยากไร้บ้างละ ฯลฯ ซึ่งที่กล่าวมาล้วนเป็นความรับผิดชอบที่ทางภาครัฐต้องจัดการกับปัญหาดังกล่าว ไม่ใช่มัวมาปกครองระบบการศึกษาเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ จนแยกไม่ออกว่ามันคือโลกแห่งการศึกษาสำหรับเด็กหรือมันคือโลกแห่งการธุรกิจที่ผู้ใหญ่เป็นตัวกำหนดให้เด็กต้องทำตาม ตำราเรียนไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป การสร้างชื่อเสียงให้แก่สถาบันก็ไม่ใช่การอวดอ้างความเก่งกาจของนักเรียนได้ตลอด งบประมาณเป็นเพียงแค่สิ่งที่นำมาพัฒนารูปลักษณ์แก่โรงเรียน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของระบบการศึกษาคือการพัฒนาบุคลากรทุกระดับในสถาบันที่สามารถสอนได้ทั้งในตำราเรียน-นอกตำราเรียน การใช้ชีวิตและการเคารพความคิดเห็นของเด็ก ไม่ใช่ทำให้เด็กกลายเป็นเครื่องจักรที่ไม่สามารถคิดอะไรเป็นนอกจากการเรียนในตำราเรียนที่มีไว้กำหนดกรอบ อีกทั้งการเอาใจใส่ในตัวเด็กไม่ว่าจะเรียนเก่งเรียนไม่เก่งหรือมีปัญหาก็ควรที่จะให้ความเท่าเทียมกัน

             บทวิจารณ์ทั้งของ คุณชัยชาญ ปรางค์ประทานพร ที่ซ้อนวิจารณ์ และคุณเสาวภาคย์ ขันมั่น ที่วิจารณ์กวีนิพนธ์ บันทึกวันเปิดเทอม แม้ว่าทั้งคู่จะมีแน่คิดที่ต่างกัน อีกคนต้องการเห็นระบบการทำงานภายในองค์กรการศึกษาที่พยายามให้สังคมยอมรับ อีกคนก็ต้องการสะท้อนภาพทางสังคมของระบบการศึกษาของไทยที่ไม่ได้แตกต่างไปจากอดีต แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่เหมือนกันคือ การปลงกับระบบการศึกษาของไทยที่เกินเยียวยา  ครั้งหนึ่งมีใครบางคนเคยพูดกับผู้เขียนแบบเล่นๆ ไว้ว่า การที่จะเปลี่ยนระบบการศึกษาของประเทศได้นั้น ประเทศนี้จะต้องถูกทิ้งระเบิดปรมาณูลงที่กรุงเทพฯ เพราะศูนย์รวมของอำนาจการปกครองทุกอย่างอยู่ที่เมืองหลวงที่ได้ชื่อว่ากรุงเทพมหานคร หากระเบิดปรมาณูระเบิดที่กรุงเทพฯ เมื่อใด อำนาจและระบบความคิดแบบเก่าก็จะหมดสิ้นไปพร้อมการระเบิด แม้ว่าคำแนะนำดังกล่าวจะเป็นแนวคิดที่ดูรุนแรงอย่างกับหนังการ์ตูนและไม่มีทางเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่น่านำมาขบคิดอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว 

                (ปรมาณูที่ว่าอาจไม่ใช่ระเบิดที่เคยถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิ แต่อาจจะเป็นแนวคิดบางอย่างที่ถูกอำนาจเก่าๆ ไม่ชอบ คอยกดทับมาตลอดและมันก็กำลังสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ รอวันที่มันจะระเบิดออกมา) .

 

_____________________________________________________________________________________

 

อ้างอิง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550. (2552).พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

อ่าน คิด เขียน : รวมบทวิจารณ์วรรณกรรมของนักเรียนวรรณกรรม 2.(2560).กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย             

              

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น