วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ลานน้ำวน ชั้นG ห้างสรรพสินค้า ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

 

     ช่วงที่ผมเรียนมหาวิทยาลัยทุกครั้งหลังเลิกเรียน ผมมักไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิตเป็นประจำ เผื่อบรรยากาศเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศภายในห้างจะทำให้เราสดชื่น ผ่อนคลายจากสิ่งที่เรียนมา กระทั้งวันหนึ่งวิชาสุนทรียศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาบังคับ ได้ให้โจทย์มาว่า "ให้นักศึกษานำสิ่งที่ตนเองเกิดความสุนทรีย์มากที่สุดในชีวิต พร้อมกับอธิบาย" โดยไม่กำหนดว่าต้องเป็นงานศิลปะแบบในหนังสือเรียน เอาที่เราพบเห็นได้ทั่วๆ 

    ขณะที่ผมกำลังครุ่นคิด เดินเตร็ดเตร่อยู่ภายในห้าง ผมก็ชะโงกลงไปก็พบเข้ากับลานน้ำวนที่อยู่ชั้นลาง แรกๆ ก็ไม่ใคร่จะสนใจสักเท่าไหร่ แต่พอจ้องมองนานๆ ไปมันก็ทำให้ผมคิดที่จะหยิบเจ้าสิ่งที่ผมกำลังเหม่อมอง นำมาเขียนวิเคราะห์ในเชิงงานศิลปะตามที่อาจารย์สั่ง 




        จากภาพที่เห็น นี่เป็นลานน้ำวนชั้น G ของห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ที่ถ่ายลงมาจากชั้นหนึ่ง 1 โดยกล้องมือถือของผม  เป็นงานประติมากรรมประเภท โมเสก (Mosaic) ที่ใช้กระเบื้องต่างชนิด (กระเบื้องแก้ว:สีเขียว และกระเบื้องเคนไซ:สีดำ) มาประดับตกแต่งในลักษณะเป็นวนก้นหอยสลับสีกัน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัด โดยงานชิ้นนี้ถูกออกแบบให้เป็น “ลานน้ำวน” ดูได้จากน้ำที่ไหลบนกระเบื้อง

                  ซึ่งหากมองตามความรู้สึกของสิ่งที่เห็นตามทฤษฎีความรู้สึก มันน่าจะเป็นงานที่ถ่ายทอดทางทัศนศิลป์แนว “นิยมรูปทรง” เป็นหลัก ซึ่งดูได้จากลักษณะของงานที่วนเกลียวและมีมิติที่เน้นความกว้างไปหาความลึก คล้ายกับลักษณะของกระแสน้ำวน โดยอีกนัยหนึ่ง ก็เป็นการถ่ายทอดที่ “นิยมเลียนแบบ” ในลักษณะ “เลียนแบบธรรมชาติในลักษณะการไหลวนของน้ำ”

                  ส่วนในเรื่องขององค์ประกอบของงานด้าน ถ้าให้วิเคราะห์จะขอวิเคราะห์ออกมาเป็น 2 ด้านได้แก่ ด้านรูปแบบ-รูปทรงและด้านเนื้อหาของงาน

               ด้านองค์ประกอบของงานด้านรูปแบบ-รูปทรง มีลักษณะที่เลียนแบบการไหลวนของน้ำจากกว้างไปหาแคบ ซึ่งแสดงถึงมิติความลึกของผลงาน อีกทั้งยังมีการนำกระเบื้องทั้งสองชนิดที่มีลักษณะและสีที่ต่างกันมาประดับในรูปแบบก้นหอยที่มีจุดเริ่มต้นสวนทางกัน (ในภาพจะเห็นได้ว่ากระเบื้องสีดำหรือกระเบื้องเคนไซจะเริ่มต้นจากกว้างไปหาแคบทางด้านซ้าย ส่วนกระเบื้องสีเขียวหรือกระเบื้องแก้วนั้นจะเริ่มจากกว้างไปหาแคบทางด้านขวา) ที่ไม่บรรจบ เว้นจุดกึ่งกลางที่มีรูให้น้ำไหลผ่านลงไป (ตรงช่องสี่เหลี่ยมตรงกลาง) ของสระ

        ส่วนทางด้านเนื้อหาของงาน มีลักษณะเป็นการนำศิลปะมาปรับให้ดูมีความเป็นธรรมชาติ(น้ำวน) ประกอบกับตัวงานนั้น มีการเปิดน้ำให้ไหลลงไปผ่านพื้นผิวกระเบื้องที่ทำเหมือนเป็นเส้นทางให้น้ำไหลลงไปสู่จุดกึ่งกลางของงาน หรือเรียกอีกอย่างว่า อาศัยการไหลของน้ำให้ดูมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น

            แล้วจากที่เห็นตีความหมายงานว่าสื่อถึงอะไร และมีอะไรเป็นสัญลักษณ์ ?

        หากมองจากลักษณะของผลงานจะเห็นได้ว่ามีการใช้สีและชนิดของกระเบื้องที่แตกต่างกันประกอบกับตัวผลงานนั้นถูกจัดแสดงที่ห้างสรรพสินค้าให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจแก่บรรดาลูกค้าที่มาซื้อสินค้าหรือมาเที่ยวชม จึงอาจตีความหมายของผลงานได้ว่า ความแตกต่างของลักษณะและสีของกระเบื้องนั้นหมายถึงความรู้สึกของผู้คน เช่น สีเขียวจากกระเบื้องแก้วนั้นหมายถึงความมีชีวิตชีวา หรือ ความสุข ส่วนสีดำจากกระเบื้องเคนไซนั้นหมายถึง ความถดถอย อ่อนล้า หรือความทุกข์ โดยกระเบื้องทั้งสองสีนี้ต่างก็มีจุดเริ่มต้นที่ต่างกัน แต่สุดท้ายก็วนมาเจอกันที่จุดกึ่งกลางของสระ ซึ่งจุดกึ่งกลางก็คือห้างสรรพสินค้าเอง ดังนั้นความหมายของงานชิ้นนี้น่าจะหมายถึงหมายถึง แต่ละคนมีอารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกัน บ้างคนอาจมีความสุขหรือบ้างคนอาจมีความทุกข์ แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องมาบรรจบรวมกันกันที่ห้างสรรพสินค้า หรือเรียกอีกอย่างว่า ห้างสรรพสินค้าคือแหล่งที่รวบรวมอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน

 

หมายเหตุ : เป็นบทความเก่าที่นำมาลงเพราะคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ก่อนที่จะเกิดการระบาดของโรคโควิด 19

ที่มาของผลงาน : ลานน้ำวน ชั้นG ห้างสรรพสินค้า ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต


วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2564

สุริโยทัย...วีรกรรมการรบในพงศาวดารไทยและต่างชาติ


สุริโยทัย...วีรกรรมการรบในพงศาวดารไทยและต่างชาติ

โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง สุริโยทัย พ.ศ. 2544


    เรื่องราววีรกรรมการเสียสละของสมเด็จพระสุริโยทัยนับเป็นรู้จักกันเป็นอย่างดีในสังคมและเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยกำหนดให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ เป็นวันสวรรคตของพระองค์  วีรกรรมการเสียสละดังกล่าวถูกถ่ายทอดในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่อง “สุริโยทัย” ของม.จ. ชาตรี เฉลิมยุคล ที่ทำให้ชื่อของสมเด็จพระสุริโยทัย พระอัครมเหสีของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิรู้จักกันในสังคมมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าในการที่จะถ่ายทอดให้ออกมาให้เห็นเป็นภาพของคนแสดง สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่รวบรวมแล้วนำมาเขียนเป็นบทภาพยนตร์

    ซึ่งหลักฐานที่มีการกล่าวถึงเหตุการณ์การเสียสละของพระองค์ ดูได้จากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) โดยรัชกาลที่ 1 โปรดให้ชำระเมื่อปี พ.ศ. 2338 และเป็นเอกสารฉบับแรกที่เอ่ยพระนามพระสุริโยทัย ในช่วงสงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยากับหงสาวดี โดยมีความตอนหนึ่งได้ระบุถึงเหตุการณ์การเสียสละของพระองค์เอาไว้ว่า

    “...สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช ก็ขับเข้าพระคชาธารเข้าชนกองหน้าพระเจ้าหงสาวดี พระคชาธารเสียทีให้หลังข้าศึกเอาไว้ไม่อยู่ พระเจ้าแปรได้ท้ายข้าศึกดังนั้น ก็ขับพระคชาธารไล่ตามช้างของพระมหาจักรพรรดิ พระสุริโยทัยเห็นพระราชสามีเสียทีไม่พ้นมือข้าศึก ทรงพระกตัญญูภาพ ก็ขับพระคชาธารพลายทรงสุริยกษัตริย์สะอึกออกรับ พระคชาธารพระเจ้าแปรได้ล่างแบกถนัด พระคชาธารพระสุริโยทัยแหงนหงายเสียที พระเจ้าแปรจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว ต้องพระอังสาสุริโยทัยขาดกระทั่งถึงราวพระถันประเทศ...”

    หรือในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ก็ได้มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเอาไว้ความว่า “เมื่อสมเดจพระมหาจักรพรรดิเจ้าเสดจออกไปรบหงษานั้น สมเดจพระอรรคมเหษีสมเดจพระเจ้าลูกพระราชบุตรี เสดจทรงช้างออกไปโดยเสดจด้วย แลเมิ่อได้รบหงษานั้น ทัพหน้าแตกมาปะทับหลวงเป็นโกลาหลใหญ่ แลสมเดจพระอรรคมเหษีแลสมเดจพระเจ้าลูกเธอราชบุตรีนั้นได้รบด้วยข้าศึกถึงสิ้นพระชนมกับคอช้างนั้น...” ซึ่งในพงศาวดารฉบับนี้ได้มีการเพิ่มบุคคลที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้คือ พระธิดาในสมเด็จพระสุริโยทัย (สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราชบุตรี)

    แต่ในหลักฐานจากคำให้การชาวกรุงเก่า ที่แปลมาจากพงศาวดารฉบับหลวงของพม่า กลับบันทึกว่าในเหตุการณ์การสู้รบกับพม่า ผู้ที่สวรรคตไม่ใช่พระสุริโยทัย แต่เป็นบุตรตรีของพระองค์ (มหาบรมดิลก) ที่อาสาไปรบแทนพระบิดาที่กำลังประชวนในขณะนั้น (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ “เอกสารพม่าอ้าง มหาบรมดิลกคือผู้สละพระชนม์ทรงช้างสู้กษัตริย์พม่าไม่ใช่พระสุริโยทัย” ในเว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์ที่ด้านล่าง)

    อีกทั้งในเอกสารฮอลันดา และในเอกสารโปรตุเกส ก็ไม่ปรากฏชื่อหรือวีรกรรมที่พระองค์ทำ (โดยส่วนใหญ่จะเป็นการกล่าวถึงบรรยายกาศของสงครามพม่าบุกกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ) หรือแม้แต่ในมหาราชวงษ์ พงษาวดารพม่า ฉบับนายต่อ แปล ตอนพระเจ้าหงษาวดีทำศึกกับไทยแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ก็ไม่ได้ปรากฏชื่อของพระองค์เช่นกัน (ส่วนใหญ่มักเน้นบรรยายกองทัพของพม่าและสู้รบกับกรุงศรีฯ)

    หลักฐานจากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ก็เป็นหลักฐานที่มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งถ้าถามว่าแล้วหลักฐานทั้งจากเอกสารฮอลันดา เอกสารโปรตุเกศ และมหาราชวงษ์ พงษาวดารพม่า ฉบับนายต่อ ทำไมถึงไม่มีการกล่าวถึงวีรกรรมหรือแม้แต่ของพระองค์ ก็อาจจะสันนิษฐานได้ว่า ผู้ที่เขียนบันทึกอาจจะไม่ได้อยู่ตรงบริเวณจุดที่เกิดเหตุการณ์แล้วเขียนเหตุการณ์ตามสิ่งที่เห็น หรืออาจเป็นเจตนาของผู้เขียนที่ไม่ต้องการบันทึกเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นเพราะอาจจะเป็นการทำให้เสียพระเกียรติ หรือผู้เขียนเหตุการณ์อาจไม่ทราบพระนามของพระองศ์ เนื่องด้วยการรบชุลมุนวุ่นว่ายจนต้องเลือกหยิบอย่างใดอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าสำคัญ (ต่อฝ่ายของตน) มาบันทึก หรือไม่วีรกรรมของพระสุริโยทัยเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อมารับใช้อำนาจทางสังคม ฯลฯ 

    นั้นเป็นเพียงแค่การตั้งสมมติฐานจากเอกสารขั้นต้นที่ไม่ได้ลงรายะเอียดลึกนัก อาจมีบางส่วนที่ผิดพลาดก็ต้องขออภัย แต่การศึกษาประวัติศาสตร์จำเป็นต้องศึกษาจากหลังฐานข้อมูลหลายๆ ด้านมาประกอบในการหาคำตอบของคำถาม ซึ่งนี่คือสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ กระนั้น วีรกรรมการเสียสละของสมเด็จพระสุริโยทัยก็ยังคงอยู่ในสังคมบนหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย 

     #ความรู้ใหม่ย่อมเกิดขึ้นจากการตั้งคำถามกับความรู้เก่า

อ้างอิงจาก

พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ . พระสุริโยทัยเป็นใคร? มาจากไหน? . กรุงเทพฯ : มติชน,2544

นายต่อ, แปล. มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า. กรุงเทพ : มติชน, 2545

เว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์ https://www.silpa-mag.com/cultuer/article_7191


วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563

โคลงหน้าหนาว 28 บท

 

โคลงหน้าหนาว 28 บท

(รวมโคลงสี่สุภาพ ว่าด้วยเรื่องราวในฤดูหนาวที่ไม่ปรากฏในเมืองหลวง)

 


พระพายพลิ่วเล่นลิ่ว         จำปาโรยรา

                                                    ปลิวทั่วทุ่งท้องนา                           ทุ่งข้าว

                                                    หนาวจับสั่นกายา                            คุมห่ม  ภูษา

                                                    อบอุ่นยินเสียงว่าว                           อื่ออื้อ  ค่ำคืน



กองไฟสว่างแจ้ง             ขับไล่ลมหนาว

                                                    สังเกตหมู่หมอกไอ                     ชื่นหล้า

                                                    กระเจียวพรั่งบานไหว                 หยดแม่  คะนิ้ง

                                                    เต็มทุ่งทางใบหญ้า                       ถิ่นบ้าน  เกิดตน

 

อากาศเย็นตื่นเช้า            ฟ้ามืด  ไร้แสง

                                                     เย็นยิ่งย่างยาดยืด                         เหยียดย้าย

                                                    จำฝืนอย่างอืดฝืด                         พลิกนั่ง  เหม่อลอย

                                                    กึ่งตื่นกึ่งหลับคล้าย                      บ่อน้ำ ระลอก


 


เหมันต์ยามรุ่งเช้า             ขาวนวล แสงแดด

                                                  สิ้นวี่แววพิรุณครวญ                    เคลื่อนย้าย

                                                  ฤดูกาลเปลี่ยนลาลวน                  เจ็บป่วย  ตามมา

                                                  ควรมั่นรักษาคล้าย                       แผ่นหล้า   บ้านเกิด 



ยามลมหนาวสั่นสู้              หวีดหวิว  ผิวกาย

                                                  ริบหรี่แสงดวงจิ๋ว                           หิ่งห้อย

                                                  ประกายเด่นบินลิ่ว                         กลางป่า  กลางดง

                                                  แสงสว่างแรงด้อย                           เหว่ว้า  ราตรี

 


สัตบรรณกลิ่นฟุ้ง               หน้าหนาว  ยามค่ำ

                                                 แผ่กิ่งดอกสีขาว                             กลีบน้อย

                                                 บานเป็นพุ่มคล้ายดาว                    สะพรั่ง อบอวล

                                                 ฉุนกลิ่นเวียนหัวคล้อย                   อีกชื่อ  ตีนเป็ด



                                                        เสื้อกันหนาวหลากร้อย        หลายสี

                                                  มักใส่หน้าหนาวมี                         อวดอ้าง

                                                  ตามทุกที่ฤดี                                  เล็กใหญ่  ตามตัว

                                                  อบอุ่นร่างกายบ้าง                         เก่าบ้าง  ใหม่บ้าง


   ๏ลมหนาวนอนห่มผ้า             เตียงนอน คลุมโปง

                                                บนที่นอนกอดหมอน                        ก่ายข้าง

                                                ห่มสามสี่ดุจหนอน                           หนาวสั่น  ในผ้า

                                                คดห่อเรือนร่างว่าง                            เกียจคร้าน  ลืมตื่น

 

                                       ๏น้ำเย็นสั่นสะดุ้ง                     สั่นไหว

         แลหวั่นเกรงในใจ                              ซู่ซู้

                                                  ยะเยือกหยดสีใส                                ปั่นป่วน

                                                  ตักสาดสั่นชั่วครู่                                อุ่นรู้  สติคืน

                                     


ยืนกลางแดดแผดเผา              อุ่นไอ

                                                  คลายเหน็บหนาวผิงไฟ                             จี่ข้าว

                                                  พลัดปันแบ่งกินไป                                    จุดเสียด

                                                  อืดอิ่มไร้อบอ้าว                                         เหล่าเพื่อน  ครื้นเครง

 

                                        หน้าหนาวปีใหม่ใกล้                 มาเยือน

                                                    เข้าสู่ลมพัดเตือน                                    โศกเศร้า

                                                    ให้พ้นผ่านลาเลือน                                  มีสุข

                             ปรารถนาที่เฝ้า-                                      ใฝ่ให้  สมหวัง                  

 


                                    ๏ใบไม้โรยเหี่ยวร่วง                    เปลี่ยนสี  น้ำตาล

                                                 ต้นผลิใบเรียวรี                                    ออกมาลย์

                                                 แสบแสงแดดหวิววี                             นางแอ่น ผกผิน

                                                บินเล่นเย็นเยือดยาด                             ป่าทุ่ง  เหมันต์

 

                   ๏ลมพัดผ่านสดชื่น                        ยามเช้า  สดใส

                                                  แปรเปลี่ยนลมพัดเคล้า                          ขับไล่

                                                  ร้อนชื่นอุ่นร้อนเร้า                                ดุจดั่ง  แทนที่

                                                  เย็นหวั่นสายลมให้                                ฝากเฝ้า  คิดถึง

 


   ๏หมอกหนาวราวปุยนุ่น               ปุกปุย  สีขาว

                                                      ลอยแผ่วบางเบาฉุย                              ขุ่นใกล้

                                                      ทุกก้าวที่เดินลุย                                   หม่นเช้า

                                                      กระจ่างหายนึกใคร่                              ฉ่ำชื่น  อากาศ

             


  ค่ำคืนหนาวแต่ฟ้า                       พร่าวพราว  ดารา

                                               ปลอดโปร่งระยิบดาว                             ถี่แจ้ง

                                               จับเรียงกลุ่มสั้นยาว                                 สว่าง  หลายดวง

                                               จันทร์เปล่งประกายแกล้ง                        เร่งเร้า  บังดาว

                   


  แดดเหลืองฉายส่องเลื่อน            ตามกาล

                                                       เคลื่อนผ่านทิวากาล                               ต่ำคล้อย

                                                       ปรากฏแต่นิลกาฬ                                  ลมพรั่น  เย็นเยือก

                                                       เย็นย่ำกระทบย้อย                                  หยดน้ำ ค้างลง

 

                                        ๏หิมะโปรยตกนุ่ม                        ไอเย็น  ควันขาว

                                                       พฤกษ์ไม่มีใบเป็น                                อยู่ล่าง

                                                       ทับถมต่ำลำเข็ญ                                    แฉะฉ่ำ  หิมะ

                                                       นั้นจึ่งเพียงฝันข้าง                                 ไม่ได้  มีจริง

 

                                       ๏ลมพลิ้วโบกถิ่นท่อง                   ใกล้ถึง  สิ้นปี

                                                        มาบ่งบอกหวนคนึง                           ก่อนครั้ง

                                                        เรื่องราวเล่าสะพรึง                            ก่ำกึ่ง  ปะปน

                                                        บ้างสุขทุกข์พลาดพลั่ง                       แต่ล้วน  ห้วนคิด

 

                                        ๏เดือนสิบสอง เดื่อนอ้าย                 ลมพัด  วอยวอย

                                                        หวนสู่ตามนัดหมาย                               ถิ่นบ้าน

                                                        หมอกว่างเปล่าพานพัด                          เข้าผ่าน  สู่ไทย

              ก่อกระจายเพ่นพ่าน                          ที่พร้อม  ความเย็น  

                  


   ควันขาวลอยขื่อขึ้น                      เหนือไฟ

                                                        มีกลิ่นเย้ายวนใจ                                    ไก่ย่าง

                                                        นั่งปิ้งอย่างความใน                                กระเส้า  สั่นหนาว

                                                       กระหน่ำพัดวีข้าง                                    รี่เร่ง  ให้สุก                                      



          สถานที่ท่องเที่ยว                      มากมาย  หน้าหนาว

                                                   ภูกระดึงหมอกสาย                                เมื่องเล้ย

                                                   ภาคเหนือที่แม่ปาย                                เชียงใหม่

                            ไปเกาะทางใต้เฮ้ย!                                อุ่นร้อน  หนีหนาว                


  ดอกไม้บานหร่ายทุ่ง                    งดงาม เหมันต์

                                                พันกลีบดอกพรั่งตาม                               หมู่ผึ้ง

                                                ดอมดมหมู่ดอกคราม                               บินผ่าน  ลมหนาว

                                                ก่อไผ่ไหวสั่นซึ่ง                                       ลู่ลิ่ว  ตามลม

 

                                     ๏บ่ายเริ่มหนาวเก็บผ้า                      น้ำค้าง  เริ่มลง

                                                   เก็บเสื่อผึ่งตากลม                                   เหือดแห้ง

                                                   รองเท้ากระเป๋าข้าง                                 ตากเสร็จ  เก็บคืน

                                                   ไหนบ่แห้งทำแสร้ง                                เก็บเข้า  ตากเรือน

 

                                     ๏พื้นบ้านเย็นกระเบื้อง                    ก้าวเดิน

                                                   เย็นจัดอยากเหาะเหิน                             หลีกเลี่ยง

                                                   นั่งนอนสะดุ้งเกิน                                   เย็นเฉียบ

                                                   เหมือนดั่งวิหกเอี้ยง                                โดดเด้ง  ไปมา

                 



 สัตว์เลี้ยงสวมใส่เสื้อ                   แมวหมา

                                                       น่าแปลกตานักหนา                             เกลื่อนบ้าน

                                                       ให้อบอุ่นหวงหา                                  รักสัตว์

                                                       สวมใส่บ้างต่อต้าน                               ถอดทิ้ง  เกะกะ

 

                                         ปวดฉี่บ่อยตื่นขึ้น                        อากาศ  เย็นเยือก

                                                        ลุกสะลึมสะลือปาด                              เปิดผ้า

                                                        เดินมึนอย่างยืดยาด                               ชิ้งฉ่อง  ห้องน้ำ

                                                        เสร็จสรรพเดินหลับหน้า                      กลับเข้า  ที่นอน


                                      ๏ลมหนาวพัดโบกลิ่ว                หน่ำใหญ่  ส่งท้าย

                                                     สวัสดีปีใหม่                                     จากใกล้

                                                     อวยชัยส่งฝันใฝ่                                ประสบ  ดีงาม

                           ลมผ่านเลยหาไม่                             จากใคร่  กลับคืน                 

 


      นาหน้าหนาวเกลื่อนทุ่ง            ข้าวดอ สุกเรือง

                                                      น้ำบ่อใสเห็นตอปอ                             ตัดด้วน

                                                      คมเคียวเกี่ยวกำกอ                               ยินโหวด วูดแว่ว

                             แคนเป่าพิณดีดม่วน                             กึกก้อง  ธานินทร์